Section A การดูแลเด็กแบบใช้อำนาจ

(1) ฉันมีความคาดหวังต่อลูกที่ชัดเจนว่าเขาควรประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร และจะให้รางวัลหรือลงโทษตามที่ฉันคาดหวัง

(2) ฉันรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของฉันที่จะต้องกำหนดเป้าหมายสำหรับครอบครัว และทำตัวเป็นผู้นำ

(3) ฉันควรสอนสิ่งที่ฉันเชื่อว่ามีคุณค่าให้แก่ครอบครัว และถ้าลูกๆ เชือไม่เหมือนฉัน เขาควรรอให้โตพอเสียก่อนแล้วจึงจะเลือกเองได้

(4) ฉันเชื่อว่าบทบาทหนึ่งของฉันคือต้องเป็นผู้กำหนดภาพลักษณ์ภายนอกของครอบครัวที่จะแสดงออกต่อสังคม

(5) ฉันควรเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างก่อน จนกว่าลูกจะตัดสินใจได้เอง

(6) ฉันอาจจะไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดหรือแข็งแรงที่สุดในครอบครัว แต่ฉันมีหน้าที่ที่จะต้องกำหนดว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญในครอบครัวและพยายามทำให้ทุกคนทำตาม

(7) ตราบใดที่ลูกๆ ยังอาศัยอยู่ในบ้านของฉันหรือภายใต้การดูแลของฉัน เขาต้องทำตามกฎ

(8) ครอบครัวนี้ไม่ถือเอาตามเสียงส่วนใหญ่ ฉันเป็นคนที่รับผิดชอบทั้งหมด

(9) ฉันต้องเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับความประพฤติและการอบรมสั่งสอนในครอบครัวนี้เป็นส่วนใหญ่

(10) ฉันคิดว่าทัศนคติที่สำคัญที่สุดที่ครอบครัวควรมีให้ฉัน คือการให้ความเคารพฉัน

Section E การดูแลเด็กแบบให้ความเท่าเทียม

(11) ฉันเชื่อว่าสำหรับครอบครัวของฉัน การเรียนรู้วิธีการว่า จะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย สำคัญกว่าการ พยายามทำอะไรให้สำเร็จเท่านั้น

(12) ปรัชญาชีวิตของฉันคือการพัฒนาความเป็นทีมกับ ครอบครัวในเวลาที่เราต้องจัดการกับปัญหาของเรา

(13) การบรรลุเป้าหมายร่วมกันสำคัญกว่าความสำเร็จส่วน ตัวของแต่ละคนในครอบครัวของเรา

(14) ฉันคิดว่างานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพ่อแม่ก็คือ การสอนให้เด็กรู้จักตั้งเป้าหมายที่สมเหตุผลให้กับตัว เอง

(15) การเรียนรู้ที่จะไว้วางใจซึ่งกันและกันในเวลาที่ยาก ลำบากและพึ่งพาอาศัยความสามารถของแต่ละคนเป็น ทักษะที่สำคัญมากสำหรับสมาชิกในครอบครัวทุกคน

(16) พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการรับฟังลูกและเคารพ ในความต้องการของลูก

(17) แม้ว่าพ่อแม่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อชีวิตลูก แต่การ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยกันก็เป็นเรื่อง สำคัญ

(18) ลูกควรได้รับผลติดตามจากการกระทำของเขาเสมอ ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเลวก็ตาม

(19) รางวัลชีวิตของพ่อแม่คือการที่ได้เห็นลูกบรรลุเป้าหมาย ที่เขาต้องการ

(20) ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกที่จะยั่งยืนตลอดไป คือสิ่งสำคัญที่สุดในครอบครัว

Section P การดูแลเด็กแบบตามใจ

(21) ฉันรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้ม เหลวของครอบครัว และจะยินดีทำสิ่งต่างๆ แทนเขา มากกว่าที่จะปล่อยให้เขาล้มเหลว

(22) ฉันหย่อนยานเกินไปกับลูกและปล่อยให้เขาไม่ต้องรับ ผิดชอบอะไรในขณะที่ฉันควรจะเข้มงวดกวดขันกับเขา ให้มากกว่านี้

(23) มันคงจะเป็นความผิดของฉันถ้าลูกต้องมีปัญหา เป็น เพราะฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของพ่อแม่อย่างดีเท่าที่ควร

(24) พ่อแม่ของฉันเองเข้มงวดกับฉันมาก ฉันจึงอยากให้ลูก ได้ในสิ่งที่ฉันไม่มีโอกาส คือการมีอิสระที่จะเป็นตัวของ ตัวเองอย่างแท้จริง

(25) ลูกจะตำหนิฉันเมื่อเกิดปัญหาและส่วนหนึ่งของฉันก็เห็น ด้วย เพราะฉันรู้สึกผิด

(26) ฉันพยายามกระตุ้นแรงจูงใจครอบครัวโดยการทำให้ เขารู้สึกผิดถ้าเขาไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ

(27) ฉันอยากให้ลูกประพฤติตัวดีและเป็นคนดี เพราะลูก ต้องการให้ฉันภูมิใจในตัวเขา

(28) ลูกมักจะพูดกับฉันบ่อยๆ ว่าฉันมีหน้าที่จะต้องทำให้เขา มีชีวิตที่ดีเพราะฉันเป็นพ่อแม่ของเขา

(29) ฉันอยากให้ครอบครัวจดจำไว้ ว่าฉันต้องเสียสละเพื่อ เขามากเพียงใด

(30) ฉันจะพยายามไม่กดดันลูกมากเกินไป เพราะมันจะ เป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับเขา

Section A (Authoritarian)
การดูแลเด็กแบบใช้อำนาจ

คะแนน
คิดเป็น %
อ่านข้อแนะนำ
Section E (Equalitarian)
การดูแลเด็กแบบให้ความเท่าเทียม

คะแนน
คิดเป็น %
อ่านข้อแนะนำ
Section P (Permissive)
การดูแลเด็กแบบตามใจ

คะแนน
คิดเป็น %
อ่านข้อแนะนำ
SECTION A (Authoritarian)
การดูแลเด็กแบบใช้อำนาจ

หากคุณได้คะแนนสูงในกลุ่มนี้ แสดงว่าคุณมักชอบออกคำสั่งหรือห้ามลูกในการทำสิ่งต่างๆ คุณจะมีกฎเกณฑ์ที่ ชัดเจนและมักจะเข้มงวด ต่อรองไม่ได้ พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้จะเป็นผู้กำหนดการตัดสินใจต่างๆ ในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ การอบรมสั่งสอนเด็กในสไตล์นี้พ่อแม่มักจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมายของครอบครัว จัดการให้รางวัลและลงโทษ มีความคาด หวังที่ชัดเจนต่อเด็ก กำหนดหน้าที่ของแต่ละคน และวิธีการอบรมสั่งสอน มักจะมีการเผชิญหน้ากับลูกบ่อยครั้ง

SECTION E (Equalitarian)
การดูแลเด็กแบบให้ความเท่าเทียม

หากคุณได้คะแนนสูงในกลุ่มนี้ แสดงว่าคุณมักดูแลลูกโดยให้ความเท่าเทียมกันระหว่างลูกกับพ่อแม่ คุณเปิด โอกาสให้ลูกได้มีส่วนในการเลือกสิ่งต่างๆ ครอบครัวทำงานกันเป็นทีม มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย ตัดสินใจและ แก้ปัญหา จะมีบรรยากาศของการสื่อสารทีดีและความเป็นทีม มักมีการต่อรองและตกลงกันได้ดี พ่อแม่ในครอบครัวแบบนี้ จะเชื่อว่าการให้ทางเลือกกับลูกเป็นสิ่งสำคัญ เด็กในครอบครัวแบบนี้จะเรียนรู้ว่าความคิดเห็นของเขาสำคัญ กฎเกณฑ์ใน บ้านจะเป็นแบบง่ายๆ ถ้าทำผิดก็มีผลติดตามมาแบบเป็นเหตุผล และเด็กเข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีกฎเกณฑ์เหล่านั้น มีความ ยืดหยุ่น เช่น ถ้ากฎบอกว่าเด็กต้องเข้านอนสองทุ่มครึ่ง แต่วันนั้นมีรายการพิเศษในโทรทัศน์ที่อยากดู ก็อาจขอผ่อนผันได้ โดยรวมแล้วพ่อแม่ที่ดูแลลูกในสไตล์นี้จะเอาใจใส่ ตอบสนองลูก และรับรู้และเข้าใจความต้องการของลูกได้ดี จะมองการ อบรมสั่งสอนว่าเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ของลูก

SECTION P (Permissive)
การดูแลเด็กแบบตามใจ

ถ้าคุณได้คะแนนสูงในกลุ่มนี้ การดูแลลูกของคุณก็จะเป็นไปในลักษณะค่อนข้างตามใจลูก คุณมักใช้วิธีที่อ่อนโยน เข้าแทรกแซงเฉพาะเมื่อลูกออกนอกแนวทางหรือมีปัญหา คุณจะมีขอบเขตที่ค่อนข้างเปิดกว้างในการควบคุมลูก และจะ พยายามทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ดูเหมือนว่าการตัดสินใจทำอะไรเป็นความคิดของลูกเอง เพื่อให้ลูกเกิดความรู้สึกของการเป็น เจ้าของความคิดนั้นให้มาก

พ่อแม่ที่ใช้วิธีนี้จะปฏิบัติต่อลูกด้วยความเมตตา เข้าถึงจิตใจลูกและให้กำลังใจ คุณจะมีความสามารถที่จะกระตุ้น แรงจูงใจภายในของลูก เช่น ความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง ความต้องการที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ หรือแม้กระทั่ง ทำให้ลูกรู้สึกผิด ด้วยเหตุนี้คุณจึงมักจะรู้ว่าจะกระตุ้นลูกอย่างไรให้ก้าวไปในทิศทางที่เหมาะสม พ่อแม่ที่ตามใจลูกมักจะ เปิดโอกาสให้ลูกมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ เป็นการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของลูกและช่วยให้เขาแสดง ความคิดเห็นได้อย่างเสรี

CONCLUSION
บทสรุป

อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยเรื่องนี้ในหลายปีที่ผ่านมาพบว่ากแม้ว่าการดูแลลูกแต่ละแบบจะมีข้อดีอยู่ แต่หากใช้ เพียงวิธีการเดียวอย่างสุดโต่งมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้ เช่น พ่อแม่ที่ใช้วิธีการควบคุมบังคับมาก แม้จะทำให้ลูกเชื่อฟัง และตั้งใจเรียนแต่จะไม่ค่อยมีความสุข เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง และเสียความภูมิใจในคุณค่าของตนเอง ส่วนการดูแลเด็กใน ลักษณะตามใจมากเกินไปก็จะส่งผลให้เด็กมีความสุขน้อยและปรับตัวหรือควบคุมตัวเองได้ไม่ดี เด็กในกลุ่มนี้จะมีความ เสี่ยงที่จะมีปัญหากับผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจและผลการเรียนไม่ค่อยดี

แต่สำหรับการดูแลเด็กแบบให้ความเท่าเทียมกลับมีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าจะส่งผลให้เด็กมีความสุข มีความ สามารถสูงและประสบความสำเร็จในชีวิต การวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำในประเทศไทย จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2545 จากกลุ่มตัวอย่างเด็กวัยรุ่นในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 6 จำนวน 1,316 คนจาก 5 ภูมิภาคของ ประเทศไทยก็ได้ข้อสรุปว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยการเอาใจใส่ ยอมรับ เข้าใจ อบอุ่นเป็นมิตร ตอบสนองต่อเด็ก มีการ สื่อสารสองทางที่ชัดเจน เคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน มีการคาดหวังและมีแนวทางและการสนับสนุนที่ชัดเจนให้พัฒนา พฤติกรรมที่พึงปรารถนา จะช่วยให้เด็กมีความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) สูง มีการปรับตัวดีกว่า มีการแก้ปัญหาในชีวิตอย่าง มีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบอื่นๆ

มีการดูแลเด็กอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้วิจัยพบเพิ่มเติมภายหลัง เรียกว่า การดูแลแบบเพิกเฉยหรือไม่สนใจ (Uninvolved Parenting) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือการปล่อยปละละเลยหรือไม่ได้ดูแลเด็กนั่นเอง จึงไม่ได้รวมไว้ในแบบ

สอบถามนี้ การวิจัยในเรื่องนี้พบว่าพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้จะไม่เรียกร้องสิ่งใดจากลูก ไม่ตอบสนองความต้องการหรืออารมณ์ ของลูก และมีการสื่อสารกับลูกน้อยมาก แม้ว่าจะให้ลูกได้รับปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการมีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่พ่อแม่จะห่างเหินไม่ ค่อยยุ่งเกี่ยวกับลูก ในรายที่รุนแรงมากพ่อแม่อาจปฏิเสธลูกหรือละเลยความต้องการที่จำเป็นของลูกด้วย เช่น ไม่ให้อาหาร ตามที่ควร ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เมื่อไม่สบายก็ไม่ดูแลหรือพาไปหาหมอ เด็กที่โตมากับพ่อแม่แบบนี้จะมีปัญหา มากที่สุด ขาดการควบคุมตนเอง ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง มีความสามารถด้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน