รู้จักกับความรุนแรงต่อเด็ก

ความเชื่อที่ผิดของพ่อแม่คนไทย

การอบรมสั่งสอนลูกในลักษณะข้างต้นเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก เป็นการละเมิดสิทธิของมนุษย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับการเคารพ ให้เกียรติ และปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตามในประเทศไทย คนจำนวนมากยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง ว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ สอนให้เด็กรู้ถูกผิด และให้เคารพผู้ใหญ่ ตัวอย่างความเชื่อผิดๆยังมีอีกมากมาย ดังนี้

ความเชื่อผิดอย่างที่ 1:

“ฉันก็เคยโดนตีมาแล้ว และก็ไม่เห็นจะมีผลร้ายตรงไหน”
ความจริงก็คือ

คนที่ใช้เหตุผลนี้มาอ้างมักจะทำเพื่อพยายามลดความรู้สึกผิดของตนเองที่ใช้การลงโทษแบบนี้กับลูกของตนเอง ซึ่งสิ่งที่เขาทำอยู่นี้เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการถูกลงโทษในวัยเด็กนั้นเป็นผลร้ายกับเขาจริงๆ เพราะเขากำลังถ่ายทอดความรุนแรงนั้นไปสู่ลูก และในทำนองเดียวกันเด็กเหล่านี้ก็จะต้องสืบทอดความรุนแรงต่อไปอีกอย่างไม่สิ้นสุด

ความเชื่อผิดอย่างที่ 2:

“ฉันลองใช้วิธีอื่นหมดทุกอย่างแล้วไม่ได้ผล!” หรือ “เด็กวอนหาเรื่องให้โดนตีเอง!”
ความจริงก็คือ

การสร้างวินัยเชิงบวกนั้นต้องอาศัยการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความไว้วางใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างผู้ดูแลและเด็ก หากเราใช้ความรุนแรงลงโทษเด็กมาโดยตลอด ย่อมต้องใช้เวลาและความพยายามที่จะให้วิธีการใหม่นี้ได้ผล หากเราได้ใช้วิธีจ้ำจี้จ้ำไช ดุด่า ข่มขู่ หรือเฆี่ยนตีมาเป็นเวลานาน ย่อมเป็นการยากที่จะสร้างความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ภายในชั่วเวลาข้ามคืน สภาพการณ์เช่นนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าไม่มีวิธีอื่นใดที่จะได้ผลอีกแล้วนอกจากการตี หรือความรู้สึกที่ว่าเด็ก “วอนหาเรื่องให้โดนตีเอง” เป็นการพยายามที่จะทำให้ผู้ตีรู้สึกผิดน้อยลง

ความเชื่อผิดอย่างที่ 3:

“การตีได้ผลดีที่สุด วิธีอื่นๆ ไม่มีประสิทธิภาพ”
ความจริงก็คือ

การลงโทษด้วยความรุนแรงดูเหมือนจะได้ผลดีหากดูเพียงผิวเผินหรือในระยะสั้นเท่านั้น วิธีการเช่นนี้สอนให้เด็กทำตามที่สั่ง แต่จะทำเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าเท่านั้น เพื่อที่จะได้ไม่โดนตีหรือถูกลงโทษด้วยวิธีอื่นๆ ที่ทำให้อับอายขายหน้า เป็นการสร้างความรู้สึกไม่ไว้วางใจและไม่ปลอดภัยขึ้นในใจเด็ก แต่ไม่ได้สอนให้เด็กมีวินัยในตนเอง และรู้จักประเมินว่าสิ่งใดไม่ควรทำ

ความเชื่อผิดอย่างที่ 4:

“การตีทำให้เด็กเป็นคนว่านอนสอนง่าย”
ความจริงก็คือ

เราควรสอนเด็กโดยการกระตุ้นให้เด็กสำรวจค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเอง ตั้งคำถาม และเรียนรู้ถึงความสนุกเพลิดเพลินในการค้นหาคำตอบเป็นส่วนใหญ่ของกระบวนการเรียนรู้ แต่การลงโทษด้วยความรุนแรงทำให้เด็กไม่กล้าถาม ไม่กล้าคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ และไปให้ถึงเป้าหมายของตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นในการที่จะประสบความสำเร็จในสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว แข่งขัน และต้องคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การบังคับให้เด็กเชื่อฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยใช้ความรุนแรงคุกคาม ย่อมเป็นการสกัดกั้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเด็ก ซึ่งจะมีผลไปถึงวัยผู้ใหญ่อย่างแน่นอน

ความเชื่อผิดอย่างที่ 5:

“ฉันใช้การตีเป็นวิธีสุดท้ายเท่านั้น เพราะไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ”
ความจริงก็คือ

การกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นความพยายามที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนการใช้ความรุนแรงต่อเด็กเท่านั้นเอง สามีควรจะทุบตีภรรยาเมื่อไม่มีวิธีอื่นๆ ที่จะพูดให้เข้าใจกันได้แล้วหรือไม่? หากไม่สมควร การทำเช่นนี้กับเด็กก็ยิ่งไม่น่าจะยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้น เราจะพบบ่อยๆ ว่าพ่อแม่และครูมักจะใช้การลงโทษด้วยความรุนแรงเมื่อเด็กทำผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นด้วย เช่น ยืนบังโทรทัศน์ ร้องไห้งอแงตอนดึก เป็นต้น

ความเชื่อผิดอย่างที่ 6:

“การเฆี่ยนตีเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเรา”
ความจริงก็คือ

บางคนมักถือเอาว่าการเฆี่ยนตีหรือลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเรา และความคิดที่จะหาทางเลือกอื่นๆ ในการสร้างวินัยเด็กเป็นการพยายามยัดเยียด “วิธีคิดแบบตะวันตก” หรือแบบฝรั่งเข้ามาในวัฒนธรรมไทย ซึ่งใช้ไม่ได้ผลในบ้านเรา แต่ที่จริงแล้วการลงโทษเด็กด้วยการเฆี่ยนตีเคยมีอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก แต่ต่อมาเมื่อมีการศึกษาวิจัยเรื่องการเลี้ยงดูเด็กที่มีประสิทธิภาพ แล้วพบว่าการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงก่อผลเสียมากกว่าผลดี จึงได้มีการรณรงค์ให้เลิกวิธีเช่นนี้ ความจริงแล้วมีค่านิยมหลักอยู่สองประการในสังคมเอเชีย คือ การรักษาความสามัคคีและปรองดองกันในสังคม และ การใช้ความสามารถทางจิตใจเพื่อควบคุมหรือสร้างวินัยให้ร่างกาย การใช้ความรุนแรงนั้นขัดแย้งกับค่านิยมทั้งสองอย่างนี้ เพราะทำลายความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมด้วย

ที่มา : หนังสือคู่มือครู วินัยเชิงบวก โดย ผศ.ดร. สมบัติ ตาปัญญา