รู้จักกับความรุนแรงต่อเด็ก

ความรุนแรงจากการลงโทษหรืออบรมสั่งสอนเด็ก

เวลาพูดถึงความรุนแรงต่อเด็ก เราๆมักคิดถึงภาพเด็กถูกทำร้ายอย่างรุนแรงมาก ทั้งที่ความจริง การพยายามอบรมสั่งสอน หรือลงโทษเด็ก เช่น การบิดหู การหยิก การเขกหัว การตีด้วยมือ หรือแม้แต่การใช้อารมณ์ดุด่า พุดจาเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น รวมถึงการขู่ว่าจะไม่รักก็ถือเป็นความรุนแรงที่อาจสร้างปัญหาต่อสภาพทางจิตใจของเด็กได้ไม่แพ้กัน

การลงโทษโดยการใช้ความรุนแรง เป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อเด็ก การลงโทษเด็กคือการกระทำต่อเด็กที่ทำผิดระเบียบหรือมีความประพฤติไม่เหมาะสม เป็นการมุ่งที่จะควบคุมพฤติกรรมไม่พึงประสงค์โดยวิธีด้านลบ ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยให้เด็กประพฤติดีกว่าเดิมในอนาคตแต่อย่างใด เพราะจะทำให้เด็กโกรธแค้น หวาดกลัว และยังทำให้เด็กรู้สึกอับอาย รู้สึกผิด กังวลใจ และมีความก้าวร้าวสูงขึ้น ขาดความรู้สึกเป็นอิสระ และขาดความมีเยื่อใยต่อความรู้สึกของผู้อื่น และอาจทำให้เป็นปัญหาต่อ ผู้ปกครอง ครู และเด็กคนอื่นๆ มากขึ้นอีก

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กยังเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือกว่า และการใช้กำลัง ไม่ว่าจะเป็นทางวาจา ร่างกาย หรือจิตใจ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ซึ่งอาจทำให้เด็กนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปทำตาม นำไปสู่การข่มเหงรังแกและการใช้ความรุนแรงต่อไป

ที่มา : หนังสือคู่มือครู วินัยเชิงบวก โดย ผศ.ดร. สมบัติ ตาปัญญา

การลงโทษที่มักใช้กับเด็กมีอยู่สองแบบ คือ

1. ลงโทษด้วยการใช้คำพูดด้านลบ

ลงโทษด้วยการใช้คำพูดด้านลบ เช่น ตำหนิหรือแสดงความไม่ยอมรับ การลงโทษแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นการสร้างวินัยเชิงลบ เพราะวิธีการเช่นนี้ก็ทำให้เด็กเกิดความโกรธ ก้าวร้าว หรือเสียความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ตัวอย่างคำพูดที่เป็นวิธีสร้างวินัยเชิงลบมีหลายรูปแบบ เช่น

  • การสั่ง เช่น “นั่งลงเดี๋ยวนี้นะ!” หรือ “อย่าทำให้แม่รำคาญ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้เลยนะ!”
  • การห้าม เช่น “เคยบอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามเล่นแบบนี้!”
  • การตะคอกข่มขู่ เช่น “เดี๋ยวต้องเอาซะให้เข็ด!”
  • การวิจารณ์หรือเยาะเย้ย เช่น “เธอทำดีที่สุดได้แค่นี้นะเหรอ?”
  • การคาดโทษ เช่น “ถ้าไม่ยอมกินข้าว แม่จะลงโทษ”
  • การเหยียดหยาม เช่น “อีกเมื่อไหร่เธอจะเขียนเป็นซะทีนะ?”

2. ลงโทษด้วยการทำให้เจ็บปวดรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ แบ่งเป็น

2.1) การลงโทษโดยการทำร้ายร่างกาย หรือการขู่ว่าจะทำ

เกิดขึ้นเมื่อครู พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กมีเจตนาจะทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่สบายทางร่างกายแก่เด็ก เพื่อให้เด็กหยุดการกระทำที่ไม่พึงประสงค์บางอย่าง ขณะนี้ในหลายประเทศทั่วโลก ถือว่าการลงโทษเด็กในลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และไม่ได้เอื้ออำนวยให้เด็ก “เรียนรู้” ดีขึ้นแต่อย่างใด ตัวอย่างการลงโทษแบบนี้ในวัฒนธรรมต่างๆ มีหลากหลาย เช่น

  • การตีเด็กด้วยมือหรือวัตถุบางอย่างเช่น ไม้เรียว เข็มขัด แส้ รองเท้า หนังสือ ไม้บรรทัด ฯลฯ
  • การเตะ ถีบ ตบหน้า ตบหัว จับเขย่า หรือจับโยน
  • การหยิกหรือกระชากผม
  • การบังคับให้เด็กอยู่ในท่าที่ทรมานเป็นเวลานานๆ
  • การบังคับให้เด็กทำอะไรบางอย่างที่เป็นการออกกำลังอย่างมากเกินควร เช่น วิดพื้น วิ่งรอบสนาม หรือบังคับให้ทำงานหนัก
  • การจี้ นาบ ลน หรือลวกด้วยของร้อน
  • บังคับให้เด็กกินหรืออมสิ่งของที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน เช่น บอระเพ็ด หรือสบู่
2.2) การลงโทษทางจิตใจจะมีเจตนาให้เด็กอับอายหรือเจ็บปวดด้านจิตใจ

คล้ายกับการใช้วาจาดุด่าว่ากล่าว แต่มีผลรุนแรงต่อจิตใจยิ่งกว่ามาก เช่น การเยาะเย้ยให้อับอาย การพูดประชดประชัน การดูถูกโดยการเปรียบเทียบเด็กกับคนอื่นๆ ที่ทำอะไรได้ดีกว่า การข่มขู่ การเรียกด้วยสมญานามที่ไม่น่าภูมิใจหรือด้วยคำที่หยาบคาย ตะคอกหรือตะโกนใส่ รวมถึงการประจานให้อับอายแบบอื่นๆ เช่น ให้ถอดเสื้อผ้า ไม่ให้กินอาหาร บังคับให้อยู่ในท่าที่น่าอายให้ทุกคนมองเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ หรือหัวเราะเยาะ เป็นการทำลายความภูมิใจในตัวเองของเด็ก